IKUMI



Firefly

ลา...ลา...ลา...ลา...เจ้าหิ่งห้อยตัวน้อย...เจ้าหิ่งห้อยตัวน้อย...
ปีกของเจ้าบางใส...ส่องแสงจากภายใน...เป็นประกายระยิบระยับ..
ลา...ลา...ลา...ลา...เจ้าหิ่งห้อยตัวน้อย...เจ้าหิ่งห้อยตัวน้อย...
ยามโบยบินอ่อนช้อยสุกสกาวพราวระยับ..ส่องแสงวิบวับราวเพชรประดับราตรี

เจ้าหิ่งห้อยตัวน้อย...เจ้าหิ่งห้อยตัวน้อย...
ไฉนเลยมีชีวิตอยู่ไม่นานนัก...

................................................................................................



ลมราตรีพัดผ่านหมู่แมกไม้
ประตูบานใหญ่เปิดกว้างรับไอเย็นที่มาพร้อมกลิ่นฝนที่เพิ่งจางหาย

เสียงหยดน้ำจากใบไม้หยาดกระจายลงสู่พื้นเป็นจังหวะ
พร้อมกับเสียงกิ่งไม้ที่โน้มตัวลงมาระ กับหลังคาบ้านสีเขียว
สีเดียวที่ดูไม่ต่างจากเหล่าพรรณไม้น้อยใหญ่ที่ปลูกเคียงขนาน

โต๊ะน้ำชาตัวเล็กสีขาว จัดวางตระหง่านอยู่ตรงกลางระเบียงบ้านสวย
โคมไฟสีเหลืองทองบนโต๊ะก็ช่วยส่องแสงสว่างไม่ให้บ้านมัวหมอง

ร่างๆหนึ่งนั่งเท้าคางมองผ่านระเบียงไปยังเมืองที่อยู่เบื้องล่าง
เนินเขาสูงชัน บ้านหลังตะวัน
ป่าไร้ฤดูที่อยู่เคียงข้างขยับกิ่งก้านเริงระบำเล่นกับลมราวพรมสีเขียว

ยามราตรีเงียบสงัด ร่างบางจะเริ่มลำนำบทเพลงด้วยเสียงหวานกังวานใส
คล้ายเสียงพรายของเหล่าภูติไม้ของชายป่าฝน

บางครั้ง...ก็เริ่มต้นขับขานบทกวีไม่ให้ราตรีนั้นเงียบเหงา

เสียงลมพัดเพรียกเรียกให้เหล่ามวลไม้พร้อมใจกันบรรเลงบทเพลงเคียงคู่
ต้นไม้สีเขียวโน้มกิ่งลู่พัดพาเอาละอองน้ำกระเซ็นมายังนวลร่าง
เสียงหวานใสหยุดลง ก่อนที่เจ้าของร่างจะปาดละอองเล็กๆนั่นไปจากปรางค์แก้ม
แล้วเริ่มต้นร้องเพลงใหม่อีกครั้ง...



ท่ามกลางม่านสีดำที่เรียกว่าความมืด...
ดวงตาสีเงินคู่หนึ่งจับจ้องมายังร่างของเด็กหนุ่มที่ได้ชื่อว่าเป็นพรายของป่าฝน
อย่างไม่กะพริบ...

ดวงตาคู่นั้นสะท้อนแสงโคมไฟเป็นประกายระยับ ตรึงพินิจไม่ขยับอย่างหลงใหล

เส้นผมละเอียดสีเงินพัดไปตามแรงลมน้อยๆ
ดวงตาคู่คมมองมาอย่างเศร้าสร้อย เมื่อเจ้าของร่างยังไม่คิดจะขยับไปไหนทั้งนั้น

กลิ่นหอมของดอกไม้ลอยตามลมที่พัด
พาดผ่านหน้าต่างที่สร้างด้วยเหล็กดัดลวดลายอ่อนช้อย
ผ้าม่านสีเขียวอ่อนพัดไหวค่อยๆ ราวเต้นระริกอยู่กลางความมืด

เสียงนาฬิกาที่ไร้หน้าปัดตีบอกเวลาตามนัด ร่างบางในบ้านสีขาวค่อยๆขยับ
ก่อนจะเปรยยิ้ม แล้วก้มหน้าลงมายังผืนดินเบื้องล่าง

ต้นเมเปิ้ลที่ตั้งตระหง่านข้างร่างสูงเริ่มผลิยอดอ่อนก่อนจะแปรเป็นสีส้ม
ใบเมเปิ้ลร่วงหล่นโอบคลุมปรกหญ้า

ร่างสูงยิ้มรับก่อนจะยื่นมือเข้าหา เอ่ยปากกระซิบว่า ดีใจที่ได้พบ

หมู่ดาราทอแสง...จันทราเคลื่อนคล้อย...ตะวันเลื่อนลอย...ฉาบแสงอรุณ
บ้านทั้งหลังตกอยู่ในความเงียบ...

ไร้มวลไม้...ไร้วายุ...จวบจนถึงเวลาอีกครั้ง...

.................................................................................................

ลมพัดวูบ...แหล่งน้ำเต็มตื้น...ป่าทั้งผืนกลับคืน...ทุกสิ่งสู่สมดุล

แสงอาทิตย์สุดท้ายจากขอบฟ้าฉาบป่าให้เป็นสีทอง
เหล่านกกาทั้งผองหวนคืนสู่รัง ยามที่ลมยามค่ำพัดเป็นเชิงบอกให้เข้านอน

เสียงหัวเราะดังเล็ดรอดออกมาจากบ้านหลังเล็ก
ชายร่างสูงเปิดประตูกว้างก่อนจะจูงมือร่างบางให้เดินตามลงมาด้วย

ผมสีเงินสะท้อนแสงตะวันเป็นประกายระยิบระยับ
ร่างบางยื่นมือไปจับก่อนจะยิ้มน้อยๆ เจ้าของร่างสูงกระชับมือเบาๆค่อยๆ
เป็นสัญญาณให้ตามเข้าไปในป่าลึก

ทั้งหมู่แมกไม้ ทั้งหมู่พรรณราย ที่เรียงเป็นทิวลับหาย ไปจากสายตาอย่างรวดเร็ว

ดวงตาสีน้ำตาลจ้องมองด้วยความฉงน ร่างสูงกว่าพาเดินวนผ่านต้นเมเปิ้ลต้นสูง..
เหล่าดอกไม้ดอกยูงล้วนบานตามเป็นสาย เกล็ดหิมะโปรยปรายลงตามหลัง

ป่าไร้ฤดู เริ่มวงจรชีวิตที่มักแปรผัน
สมดุลที่ไร้ซึ่งสมดุล ทุกสิ่งที่ล้วนเปลี่ยนแปลง หากแต่วัฏจักรยังคงเดิม...



ท้องฟ้ายามวิกาลนี้ดูมืดมิด แลสะท้อนผืนน้ำสีดำสนิทเบื้องหน้า
เป็นกระจกบานใส กระจกสีดำบานใหญ่ ของผืนฟ้า และผืนน้ำ

ก่อนจะดารดาษไปด้วยลูกไฟสีเงินนับล้านที่พริบตาก็พลันล่องลอยอย่างแช่มช้า
ชะลอให้ร่างบางต้องกะพริบตาอย่างแทบลืมหายใจ

คนผมเงินยิ้มกว้าง ก่อนจะยื่นมือออกไปยังห้วงอากาศเบื้องหน้า
ดวงดาวสีเงินบินมาจรดอยู่ที่ปลายนิ้ว...กะพริบแสงถี่ราวดาวที่ปลายฟ้า
เขายื่นมันให้ร่างเล็กที่ยืนตาวาวอยู่ข้างๆ

หิ่งห้อยสีเงินขาว กำลังส่องแสงสุกสกาวอยู่ท่ามกลางราตรี
ลูกไฟลูกเล็กๆ ที่แม้แสงจะไม่สว่างนัก แต่ก็งามระยับจับไปถึงขั้วหัวใจ

.......................................................................................................

ทันใด...บทเพลงที่ไม่เคยเอ่ยเอื้อนก็พลันย้ำเตือนมายังทั้งสอง
ร่างบางทรุดร่างลงไปกองอยู่แทบพื้น
มือบางรีบปิดริมฝีปากที่มิอาจปิดกั้นเสียงหวานที่ยังคลอเบาๆไม่จางหาย

ดวงตาสีน้ำตาลเบิกกว้างเมื่อไม่อาจหยุดยั้งบทเพลงได้
ก่อนที่สัมผัสอบอุ่นที่มือจะเริ่มเย็นเยียบเมื่อร่างสูงเริ่มมลายไปทีละน้อย

ร่างเล็กหันไปมองเจ้าของดวงตาสีเงินที่เพียงหันมามองแล้วยิ้มเศร้าๆ
ใบหน้าเหงาๆที่มองมาดูโหยหา ดวงตาสีเงินคู่นั้นส่งมาอย่างอยากเอ่ยความในใจ
ร่างของคนข้างตัวค่อยๆมลายหายไปเป็นหมอกหนา

รายล้อม...ด้วยฝูงหิ่งห้อยที่ทอแสงจ้าจนแสบตา

รอยยิ้มที่ส่งผ่านมา...เธอทำได้เพียงยิ้มกลับไป
ยิ้มกลับไปทั้งน้ำตา ยิ้มกลับไปอย่างไม่อาจปิดกั้นหัวใจ

ป่าไร้ฤดูเริ่มผลิฤดูใหม่ สายฝนเริ่มโปรยปรายลงมาช้าๆ
ร่างบางเอื้อมมือไปคว้าร่างสูงที่ยืนกลางผืนน้ำ มือเล็กพัดผ่านร่างว่างเปล่านั้นไป

แตะต้องไม่ได้...สัมผัส...ไม่ได้...

ริมฝีปากบางที่เคยขับขานแต่บทเพลง
บัดนี้ฝืนกลั้นเอ่ยด้วยตัวเองอย่างปวดร้าว...

คำถามที่ไม่เคยมีใครได้ยิน...คำพูดที่ไม่เคยมีใครได้ฟัง

ร่างสูงที่เริ่มจางเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยก่อนจะยิ้มให้อย่างอ่อนโยนอีกครั้ง
ดวงตาสีเงินคู่นั้นทอดมองมาอย่างอาลัยเมื่อเอ่ยตอบกลับไป

แววโหยหาปรากฏบนดวงตาทั้งสองคู่ หนึ่งสีเงินเฉกอัญมณีที่ปลายฟ้า
สองน้ำตาลเข้มดังเกล็ดทรายใต้ธารา

สิ่งที่มิอาจคู่กัน ให้เวลาเพียงหนึ่งวัน...ตราบใดที่วันนั้นยังไม่บรรจบ..
จะกี่ภพก็จะรอทุกชาติไป...

สิ้นคำ ร่างสูงก็พลันหายวับไปในอากาศ ทิ้งเพียงคราบความทรงจำเอาไว้
พร้อมๆกับที่สายฝนที่เคยซัดสาด...
ผันเปลี่ยนเป็นดอกหิมะดอกใหญ่พร่างพรูลงมายังหนองน้ำ

ร่างเล็กสั่นสะท้าน ก่อนจะมองตามเหล่าหิ่งห้อยที่บินขึ้นไปประดับยังท้องฟ้าที่มืดมิด



ลา...ลา...ลา...ลา...เจ้าหิ่งห้อยตัวน้อย...เจ้าหิ่งห้อยตัวน้อย...
ปีกของเจ้าบางใส...ส่องแสงจากภายใน...เป็นประกายระยิบระยับ..
ลา...ลา...ลา...ลา...เจ้าหิ่งห้อยตัวน้อย...เจ้าหิ่งห้อยตัวน้อย...
ยามโบยบินอ่อนช้อยสุกสกาวพราวระยับ..ส่องแสงวิบวับราวเพชรประดับราตรี

เจ้าหิ่งห้อยตัวน้อย...เจ้าหิ่งห้อยตัวน้อย...
ไฉนเลยมีชีวิตอยู่ไม่นานนัก...

เธอ...ชื่ออะไร

ดีใจ...ที่ได้พบเช่นกัน...

The End
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++




 BG Song : Ai Otsuka : Kingyo Hanabi