Fantasy Fiction "Firefly"
posted on 31 Mar 2006 15:00 by ikumi in IKUMI
Ai Otsuka : Kingyo Hanabi

Firefly
ลา...ลา...ลา...ลา...เจ้าหิ่งห้อยตัวน้อย...เจ้าหิ่งห้อยตัวน้อย...
ปีกของเจ้าบางใส...ส่องแสงจากภายใน...เป็นประกายระยิบระยับ..
ลา...ลา...ลา...ลา...เจ้าหิ่งห้อยตัวน้อย...เจ้าหิ่งห้อยตัวน้อย...
ยามโบยบินอ่อนช้อยสุกสกาวพราวระยับ..ส่องแสงวิบวับราวเพชรประดับราตรี
เจ้าหิ่งห้อยตัวน้อย...เจ้าหิ่งห้อยตัวน้อย...
ไฉนเลยมีชีวิตอยู่ไม่นานนัก...
................................................................................................
ลมราตรีพัดผ่านหมู่แมกไม้
ประตูบานใหญ่เปิดกว้างรับไอเย็นที่มาพร้อมกลิ่นฝนที่เพิ่งจางหาย
เสียงหยดน้ำจากใบไม้หยาดกระจายลงสู่พื้นเป็นจังหวะ
พร้อมกับเสียงกิ่งไม้ที่โน้มตัวลงมาระ กับหลังคาบ้านสีเขียว
สีเดียวที่ดูไม่ต่างจากเหล่าพรรณไม้น้อยใหญ่ที่ปลูกเคียงขนาน
โต๊ะน้ำชาตัวเล็กสีขาว จัดวางตระหง่านอยู่ตรงกลางระเบียงบ้านสวย
โคมไฟสีเหลืองทองบนโต๊ะก็ช่วยส่องแสงสว่างไม่ให้บ้านมัวหมอง
ร่างหนึ่งนั่งเท้าคางมองผ่านระเบียงไปยังเมืองที่อยู่เบื้องล่าง
เนินเขาสูงชัน บ้านหลังตะวัน
ป่าไร้ฤดูที่อยู่เคียงข้างขยับกิ่งก้านเริงระบำเล่นกับลมราวพรมสีเขียว
พรมผืนเดียวที่ทอดตัวยาวตลอดทั้งแนวทิวเขา
ยามราตรีเงียบสงัด ร่างบางจะเริ่มลำนำบทเพลงด้วยเสียงหวานกังวานใส
คล้ายเสียงพรายของเหล่าภูติไม้ของชายป่าฝน
บางครั้ง...ก็เริ่มต้นขับขานบทกวีไม่ให้ราตรีนั้นเงียบเหงา
เสียงลมพัดเพรียกเรียกให้เหล่ามวลไม้พร้อมใจกันบรรเลงบทเพลงเคียงคู่
ต้นไม้สีเขียวโน้มกิ่งลู่พัดพาเอาละอองน้ำกระเซ็นมายังนวลร่าง
เสียงหวานใสหยุดลง ก่อนที่เจ้าของร่างจะปาดละอองเล็กๆนั่นไปจากปรางค์แก้ม
แล้วเริ่มต้นร้องเพลงใหม่อีกครั้ง...

ท่ามกลางม่านสีดำที่เรียกว่าความมืด...
ดวงตาสีเงินคู่หนึ่งจับจ้องมายังร่างของเด็กหนุ่มที่ได้ชื่อว่าเป็นพรายของป่าฝนอย่างไม่กะพริบ...
ดวงตาคู่นั้นสะท้อนแสงโคมไฟเป็นประกายระยับ
ตรึงพินิจไม่ขยับอย่างหลงใหล
เส้นผมละเอียดสีเงินพัดไปตามแรงลมน้อยๆ
ดวงตาคู่คมมองมาอย่างเศร้าสร้อย เมื่อเจ้าของร่างยังไม่คิดจะขยับไปไหนทั้งนั้น
กลิ่นหอมของดอกไม้ลอยตามลมที่พัด
พาดผ่านหน้าต่างที่สร้างด้วยเหล็กดัดลวดลายอ่อนช้อย
ผ้าม่านสีเขียวอ่อนพัดไหวค่อยๆ ราวเต้นระริกอยู่กลางความมืด
เสียงนาฬิกาที่ไร้หน้าปัดตีบอกเวลาตามนัด ร่างเล็กในบ้านสีขาวค่อยๆขยับ
ก่อนจะเปรยยิ้ม แล้วก้มหน้าลงมายังผืนดินเบื้องล่าง
ต้นเมเปิ้ลที่ตั้งตระหง่านข้างร่างสูงเริ่มผลิยอดอ่อนก่อนจะแปรเป็นสีส้ม
ใบเมเปิ้ลร่วงหล่นโอบคลุมปรกหญ้า
ร่างสูงยิ้มรับก่อนจะยื่นมือเข้าหา เอ่ยปากกระซิบว่า ดีใจที่ได้พบ
หมู่ดาราทอแสง...จันทราเคลื่อนคล้อย...ตะวันเลื่อนลอย...ฉาบแสงอรุณ
บ้านทั้งหลังตกอยู่ในความเงียบ...
ไร้มวลไม้...ไร้วายุ...จวบจนถึงเวลาอีกครั้ง...
.................................................................................................
ลมพัดวูบ...แหล่งน้ำเต็มตื้น...ป่าทั้งผืนกลับคืน...ทุกสิ่งสู่สมดุล
แสงอาทิตย์สุดท้ายจากขอบฟ้าฉาบป่าให้เป็นสีทอง
เหล่านกกาทั้งผองหวนคืนสู่รัง ยามที่ลมยามค่ำพัดเป็นเชิงบอกให้เข้านอน
เสียงหัวเราะดังเล็ดรอดออกมาจากบ้านหลังเล็ก
ชายร่างสูงเปิดประตูกว้างก่อนจะจูงมือร่างบางให้เดินตามลงมาด้วย
ผมสีเงินสะท้อนแสงตะวันเป็นประกายระยิบระยับ
ร่างเล็กยื่นมือไปจับก่อนจะยิ้มน้อยๆ เจ้าของร่างสูงกระชับมือเบาๆค่อยๆ
เป็นสัญญาณให้ตามเข้าไปในป่าลึก
ทั้งหมู่แมกไม้ ทั้งหมู่พรรณราย ที่เรียงเป็นทิวลับหาย ไปจากสายตาอย่างรวดเร็ว
ดวงตาสีน้ำตาลจ้องมองด้วยความฉงน ร่างสูงกว่าพาเดินวนผ่านต้นเมเปิ้ลต้นสูง..
เหล่าดอกไม้ดอกยูงล้วนบานตามเป็นสาย เกล็ดหิมะโปรยปรายลงตามหลัง
ป่าไร้ฤดู เริ่มวงจรชีวิตที่มักแปรผัน
สมดุลที่ไร้ซึ่งสมดุล ทุกสิ่งที่ล้วนเปลี่ยนแปลง หากแต่วัฏจักรยังคงเดิม...
ท้องฟ้ายามวิกาลนี้ดูมืดมิด แลสะท้อนผืนน้ำสีดำสนิทเบื้องหน้า
เป็นกระจกบานใส กระจกสีดำบานใหญ่ ของผืนฟ้า และผืนน้ำ
ก่อนจะดารดาษไปด้วยลูกไฟสีเงินนับล้านที่พริบตาก็พลันล่องลอยอย่างแช่มช้า
ชะลอให้ร่างบางต้องกะพริบตาอย่างแทบลืมหายใจ
คนผมเงินยิ้มกว้าง ก่อนจะยื่นมือออกไปยังห้วงอากาศเบื้องหน้า
ดวงดาวสีเงินบินมาจรดอยู่ที่ปลายนิ้ว...กะพริบแสงถี่ราวดาวที่ปลายฟ้า
เขายื่นมันให้ร่างเล็กที่ยืนตาวาวอยู่ข้างๆ
หิ่งห้อยสีเงินขาว กำลังส่องแสงสุกสกาวอยู่ท่ามกลางราตรี
ลูกไฟลูกเล็กๆ ที่แม้แสงจะไม่สว่างนัก แต่ก็งามระยับจับไปถึงขั้วหัวใจ
.......................................................................................................
ทันใด...บทเพลงที่ไม่เคยเอ่ยเอื้อนก็พลันย้ำเตือนมายังทั้งสอง
ร่างบางทรุดร่างลงไปกองอยู่แทบพื้น
สองมือรีบปิดริมฝีปากที่มิอาจปิดกั้นเสียงหวานที่ยังคลอเบาๆไม่จางหาย
ดวงตาสีน้ำตาลเบิกกว้างเมื่อไม่อาจหยุดยั้งบทเพลงได้
ก่อนที่สัมผัสอบอุ่นที่มือจะเริ่มเย็นเยียบเมื่อร่างสูงเริ่มมลายไปทีละน้อย
ร่างเล็กหันไปมองเจ้าของดวงตาสีเงินที่เพียงหันมามองแล้วยิ้มเศร้าๆ
ใบหน้าเหงาๆที่มองมาดูโหยหา ดวงตาสีเงินคู่นั้นส่งมาอย่างอยากเอ่ยความในใจ
ร่างของคนข้างตัวค่อยๆมลายหายไปเป็นหมอกหนา
รายล้อม...ด้วยฝูงหิ่งห้อยที่ทอแสงจ้าจนแสบตา
รอยยิ้มที่ส่งผ่านมา...เธอทำได้เพียงยิ้มกลับไป
ยิ้มกลับไปทั้งน้ำตา ยิ้มกลับไปอย่างไม่อาจปิดกั้นหัวใจ
ป่าไร้ฤดูเริ่มผลิฤดูใหม่ สายฝนเริ่มโปรยปรายลงมาช้าๆ
เอื้อมมือไขว่คว้าหาร่างสูงที่ยืนกลางผืนน้ำ มือเล็กพัดผ่านร่างว่างเปล่านั้นไป
แตะต้องไม่ได้...สัมผัส...ไม่ได้...
ริมฝีปากบางที่เคยขับขานแต่บทเพลง
บัดนี้ฝืนกลั้นเอ่ยด้วยตัวเองอย่างปวดร้าว...
คำถามที่ไม่เคยมีใครได้ยิน...คำพูดที่ไม่เคยมีใครได้ฟัง
ร่างสูงที่เริ่มจางเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยก่อนจะยิ้มให้อย่างอ่อนโยนอีกครั้ง
ดวงตาสีเงินคู่นั้นทอดมองมาอย่างอาลัยเมื่อเอ่ยตอบกลับไป
แววโหยหาปรากฏบนดวงตาทั้งสองคู่ หนึ่งสีเงินเฉกอัญมณีที่ปลายฟ้า
สองน้ำตาลเข้มดังเกล็ดทรายใต้ธารา
สิ่งที่มิอาจคู่กัน ให้เวลาเพียงหนึ่งวัน...ตราบใดที่วันนั้นยังไม่บรรจบ..
จะกี่ภพก็จะรอทุกชาติไป...
สิ้นคำ ร่างสูงก็พลันหายวับไปในอากาศ ทิ้งเพียงคราบความทรงจำเอาไว้
พร้อมๆกับที่สายฝนที่เคยซัดสาด...
ผันเปลี่ยนเป็นดอกหิมะดอกใหญ่พร่างพรูลงมายังหนองน้ำ
ร่างเล็กสั่นสะท้าน ก่อนจะมองตามเหล่าหิ่งห้อยที่บินขึ้นไปประดับยังท้องฟ้าที่มืดมิด

ลา...ลา...ลา...ลา...เจ้าหิ่งห้อยตัวน้อย...เจ้าหิ่งห้อยตัวน้อย...
ปีกของเจ้าบางใส...ส่องแสงจากภายใน...เป็นประกายระยิบระยับ..
ลา...ลา...ลา...ลา...เจ้าหิ่งห้อยตัวน้อย...เจ้าหิ่งห้อยตัวน้อย...
ยามโบยบินอ่อนช้อยสุกสกาวพราวระยับ..ส่องแสงวิบวับราวเพชรประดับราตรี
เจ้าหิ่งห้อยตัวน้อย...เจ้าหิ่งห้อยตัวน้อย...
ไฉนเลยมีชีวิตอยู่ไม่นานนัก...
เธอ...ชื่ออะไร
ดีใจ...ที่ได้พบเช่นกัน...
The End









#1 By aodness on 2006-03-31 15:43